ก่อนเริ่มต้นจำนองบ้าน จำนองที่ดิน หรือขายฝากอสังหาริมทรัพย์ การเตรียมเอกสารให้ครบเป็นหนึ่งในขั้นตอนที่ช่วยลดความล่าช้าและทำให้การประเมินเบื้องต้นมีความชัดเจนมากขึ้น เพราะทีมงานต้องตรวจสอบทั้งตัวเจ้าของทรัพย์ สถานะกรรมสิทธิ์ รายละเอียดของทรัพย์ และภาระผูกพันที่มีอยู่
หลายคนเริ่มติดต่อด้วยการแจ้งเพียงว่า “มีบ้านต้องการเงินก้อน” หรือ “มีโฉนดอยากประเมินวงเงิน” แต่ยังไม่ได้เตรียมรูปโฉนด พิกัดทรัพย์ หรือข้อมูลยอดหนี้เดิม ทำให้ยังไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าทรัพย์อยู่ที่ใด มีลักษณะอย่างไร และมีข้อจำกัดอะไรบ้าง
การเตรียมเอกสารไม่ได้หมายความว่าต้องส่งเอกสารสำคัญทั้งหมดให้บุคคลที่ยังไม่รู้จักทันที เจ้าของทรัพย์ควรส่งเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นในแต่ละขั้นตอน ปกปิดข้อมูลส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องเมื่อประเมินเบื้องต้น และตรวจสอบว่ากำลังติดต่อกับใครก่อนให้เอกสารฉบับเต็ม
บทความนี้ HomeEasyCash ได้รวบรวมเอกสารที่ควรเตรียมก่อนจำนองบ้านหรือขายฝากที่ดิน พร้อมอธิบายว่าเอกสารแต่ละรายการใช้ตรวจสอบเรื่องอะไร ควรถ่ายภาพแบบใด และควรระวังอะไรเมื่อต้องส่งข้อมูลส่วนตัว
ทำไมการเตรียมเอกสารให้ครบจึงสำคัญ
การประเมินอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้ดูจากคำบอกเล่าหรือราคาที่เจ้าของคาดหวังเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูข้อมูลจากเอกสารและสภาพทรัพย์จริงประกอบกัน
เอกสารที่ครบช่วยให้ตรวจสอบเรื่องต่อไปนี้ได้
- ผู้ติดต่อเป็นเจ้าของทรัพย์หรือเกี่ยวข้องกับเจ้าของอย่างไร
- ทรัพย์เป็นบ้าน ที่ดิน คอนโด หรืออาคารประเภทใด
- ใครเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์
- เนื้อที่หรือพื้นที่ใช้สอยเท่าไร
- ที่ตั้งและพิกัดอยู่บริเวณใด
- มีภาระจำนองหรือข้อจำกัดอะไรอยู่หรือไม่
- ต้องปิดภาระเดิมเป็นจำนวนเท่าไร
- ต้องได้รับความยินยอมจากบุคคลอื่นหรือไม่
- จำนวนเงินที่ต้องการสัมพันธ์กับมูลค่าทรัพย์หรือไม่
- ต้องเตรียมเอกสารเพิ่มเติมก่อนทำนิติกรรมหรือไม่
หากข้อมูลสำคัญขาดหาย การแจ้งวงเงินหรือเงื่อนไขอาจคลาดเคลื่อน และต้องสอบถามซ้ำหลายครั้ง
เอกสารประจำตัวของเจ้าของทรัพย์
เอกสารประจำตัวใช้ตรวจสอบชื่อ นามสกุล เลขประจำตัว และสถานะของผู้ถือกรรมสิทธิ์ให้ตรงกับเอกสารสิทธิ
- บัตรประจำตัวประชาชน ควรตรวจสอบว่าบัตรยังไม่หมดอายุ ชื่อและนามสกุลตรงกับโฉนดหรือหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด
หากชื่อในบัตรไม่ตรงกับเอกสารสิทธิ เช่น มีการเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุล ต้องเตรียมเอกสารประกอบการเปลี่ยนแปลงนั้น
สำหรับการประเมินเบื้องต้น ควรระวังการส่งภาพบัตรให้บุคคลที่ไม่รู้จัก และอาจใส่ลายน้ำระบุวัตถุประสงค์ เช่น “ใช้สำหรับประเมินทรัพย์กับ HomeEasyCash เท่านั้น” ลายน้ำไม่ควรบดบังชื่อหรือข้อมูลที่จำเป็นต่อการตรวจสอบ
- ทะเบียนบ้าน ทะเบียนบ้านใช้ตรวจสอบข้อมูลบุคคลและที่อยู่ ทะเบียน แต่ที่อยู่ในทะเบียนบ้านไม่จำเป็นต้องเป็นที่ตั้งเดียวกับทรัพย์ที่ต้องการจำนองหรือขายฝาก
หากเจ้าของย้ายทะเบียนบ้านหรือข้อมูลไม่ตรงกับปัจจุบัน ควรแจ้งทีมงานตามจริง
- เอกสารเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุล กรณีชื่อในโฉนดเป็นชื่อเดิม แต่บัตรประชาชนเป็นชื่อใหม่ ต้องเตรียมเอกสารที่เชื่อมโยงชื่อเดิมกับชื่อปัจจุบัน เช่น
- ใบเปลี่ยนชื่อตัว
- ใบเปลี่ยนนามสกุล
- ทะเบียนสมรส
- ใบหย่า
- เอกสารทางราชการที่เกี่ยวข้อง
หากมีการเปลี่ยนชื่อหลายครั้ง ควรเตรียมเอกสารให้เห็นลำดับต่อเนื่องทั้งหมด
- เอกสารเกี่ยวกับสถานะสมรส ในบางกรณี การทำนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์อาจต้องตรวจสอบว่าทรัพย์เป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส และจำเป็นต้องมีความยินยอมของคู่สมรสหรือไม่
เอกสารที่อาจเกี่ยวข้อง ได้แก่- ทะเบียนสมรส
- ใบสำคัญการหย่า
- หนังสือยินยอมของคู่สมรส
- บัตรประชาชนของคู่สมรส
- ทะเบียนบ้านของคู่สมรส
- ใบมรณบัตรของคู่สมรส หากเกี่ยวข้องกับสถานะทรัพย์
รายละเอียดขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี จึงควรให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบก่อนวันนัดหมาย
- เอกสารสิทธิของทรัพย์ เอกสารสิทธิเป็นเอกสารหลักที่ใช้ตรวจสอบกรรมสิทธิ์ ขนาดทรัพย์ และรายการจดทะเบียน
- โฉนดที่ดิน กรณีบ้าน ที่ดินเปล่า อาคารพาณิชย์ หรือที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ควรเตรียมภาพโฉนดที่ดินให้ชัดเจน
ควรถ่ายให้เห็นข้อมูลต่อไปนี้- เลขที่โฉนด
- เลขที่ดิน
- หน้าสำรวจ
- ตำบล อำเภอ และจังหวัด
- ชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์
- เนื้อที่
- รูปแผนที่หลังโฉนด
- รายการจดทะเบียนทุกหน้า
- ภาระจำนอง
- ภาระจำยอม
- การแบ่งแยก
- การโอนหรือรายการเปลี่ยนแปลงอื่น
อย่าถ่ายเฉพาะหน้าแรก เพราะรายละเอียดภาระมักอยู่ในรายการจดทะเบียนด้านหลัง
- หนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด กรณีคอนโดควรเตรียมหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด ซึ่งใช้ตรวจสอบ
- ชื่ออาคารชุด
- เลขที่ห้อง
- ชั้น
- พื้นที่ห้อง
- ชื่อเจ้าของ
- อัตราส่วนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ส่วนกลาง
- รายการจดทะเบียน
- ภาระจำนองเดิม
ควรถ่ายทุกหน้าที่มีข้อมูลและรายการจดทะเบียนให้ชัดเจน
- หนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือเอกสารประเภทอื่น ที่ดินบางแปลงไม่ได้มีโฉนด แต่อาจมีเอกสารสิทธิประเภทอื่น เจ้าของไม่ควรสรุปเองว่าเอกสารทุกประเภทสามารถใช้ดำเนินการได้เหมือนกัน
ควรส่งภาพเอกสารให้ตรวจสอบประเภท สิทธิของผู้ถือ และข้อจำกัดก่อนเริ่มต้นประเมิน - เอกสารเกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้าง กรณีมีบ้าน อาคาร โรงงาน หรือสิ่งปลูกสร้างบนที่ดิน ควรเตรียมข้อมูลที่ช่วยยืนยันรายละเอียดของอาคาร
เอกสารอาจประกอบด้วย- ทะเบียนบ้านของสิ่งปลูกสร้าง
- ใบอนุญาตก่อสร้าง หากมี
- แบบแปลนอาคาร หากมี
- หนังสือรับรองสิ่งปลูกสร้างตามกรณี
- เอกสารเลขที่บ้าน
- ใบอนุญาตใช้อาคารสำหรับอาคารบางประเภท
- รายละเอียดพื้นที่ใช้สอย
- อายุอาคาร
- ประวัติการปรับปรุง
หากไม่มีเอกสารบางรายการ ควรแจ้งตามจริง ไม่ควรจัดทำข้อมูลขึ้นเอง
- เอกสารกรณีทรัพย์ยังมีภาระเดิม หากบ้าน ที่ดิน หรือคอนโดยังติดจำนองกับธนาคารหรือเจ้าหนี้เดิม ต้องตรวจสอบยอดภาระก่อน เพราะมีผลต่อเงินสุทธิที่จะเหลือ
- ใบแจ้งยอดล่าสุด ควรเตรียมใบแจ้งยอดที่แสดง
- เลขที่สัญญา
- ยอดเงินต้นคงเหลือ
- ดอกเบี้ย
- ค่างวด
- สถานะค้างชำระ
- ค่าปรับ หากมี
- วันที่ของข้อมูล
ยอดในใบแจ้งหนี้รายเดือนไม่จำเป็นต้องเท่ากับยอดปิดบัญชีในวันทำนิติกรรม
- หนังสือแจ้งยอดปิดบัญชี หากกำลังพิจารณาปิดภาระเดิม ควรติดต่อเจ้าหนี้เพื่อขอยอดปิดตามวันที่คาดว่าจะดำเนินการ ข้อมูลที่ควรมี ได้แก่
- เงินต้นคงเหลือ
- ดอกเบี้ยถึงวันปิด
- ค่าปรับ
- ค่าธรรมเนียม
- เลขที่บัญชีสำหรับชำระ
- ขั้นตอนรับเอกสารปลดภาระ
- วันที่เจ้าหนี้พร้อมไปดำเนินการ
ยอดปิดมีอายุจำกัดตามวันที่ระบุ จึงควรขอใกล้กับวันดำเนินการจริง
- สัญญาจำนองหรือสัญญาเดิม ใช้ตรวจสอบเงื่อนไขของภาระเดิม เช่น
- วงเงินจำนอง
- อัตราดอกเบี้ย
- ระยะเวลา
- เงื่อนไขชำระก่อนกำหนด
- ค่าปรับ
- สิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญา
หากหาเอกสารไม่พบ ควรติดต่อเจ้าหนี้เดิมเพื่อขอสำเนาหรือข้อมูลที่จำเป็น
- เอกสารกรณีมีหนี้ค้างหรือคดี หากทรัพย์หรือเจ้าของมีข้อพิพาท คดี หรือการบังคับคดี ควรแจ้งตั้งแต่ต้นและเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น
- หนังสือทวงถาม
- หมายศาล
- คำพิพากษา
- หนังสือจากกรมบังคับคดี
- เอกสารอายัด
- หนังสือจากเจ้าหนี้
- ข้อตกลงประนอมหนี้
การปกปิดข้อมูลอาจทำให้การประเมินคลาดเคลื่อนและไม่สามารถดำเนินการตามขั้นตอนที่วางไว้ได้
- รูปถ่ายทรัพย์ที่ควรเตรียม รูปถ่ายช่วยให้เห็นสภาพทรัพย์จริงก่อนนัดตรวจสถานที่
- บ้านหรือทาวน์โฮม ควรถ่าย
- ด้านหน้าบ้าน
- ถนนหน้าบ้าน
- บ้านข้างเคียง
- ห้องรับแขก
- ห้องนอน
- ห้องน้ำ
- ห้องครัว
- พื้นที่จอดรถ
- หลังบ้าน
- จุดชำรุด
- เลขที่บ้านหรือป้ายโครงการ
- พื้นที่ส่วนกลางของโครงการ
ไม่จำเป็นต้องจัดแต่งเกินจริง แต่ควรเก็บของส่วนตัวและทำให้เห็นโครงสร้างห้องชัดเจน
- คอนโด ควรถ่าย
- อาคารด้านนอก
- ป้ายโครงการ
- ทางเข้า
- ล็อบบี้
- ทางเดินหน้าห้อง
- ภายในห้อง
- วิว
- ห้องน้ำ
- ครัว
- ระเบียง
- พื้นที่ส่วนกลาง
- ที่จอดรถ
- จุดชำรุด
- บ้านหรือทาวน์โฮม ควรถ่าย
- ที่ดินเปล่า ควรถ่าย
- ทางเข้าจากถนนหลัก
- ถนนติดที่ดิน
- หน้ากว้างแปลง
- ระดับที่ดิน
- ด้านซ้ายและขวา
- พื้นที่โดยรอบ
- เสาไฟและประปา
- จุดน้ำท่วมขัง
- แนวเขตโดยประมาณ
- สิ่งปลูกสร้างหรือการบุกรุก หากมี
รูปควรถ่ายในช่วงกลางวันและไม่ควรใช้ฟิลเตอร์ที่ทำให้สภาพทรัพย์คลาดเคลื่อน
- ที่ดินเปล่า ควรถ่าย
- พิกัดและแผนที่ทรัพย์ ควรส่งพิกัดที่เปิดแล้วนำไปถึงทรัพย์ได้จริง ไม่ควรส่งเพียงชื่อหมู่บ้านหรือชื่อถนน ข้อมูลที่ช่วยได้ ได้แก่
- Google Maps Pin
- ลิงก์ตำแหน่ง
- รูปหน้าจอแผนที่
- เส้นทางจากถนนหลัก
- จุดสังเกตใกล้เคียง
- ชื่อซอย
- ระยะจากสถานที่สำคัญ
สำหรับที่ดินเปล่า ควรตรวจว่าหมุดอยู่บนแปลงจริง ไม่ใช่อยู่กลางตำบลหรือบริเวณใกล้เคียง
- ข้อมูลจำนวนเงินที่ต้องการ นอกจากเอกสารทรัพย์ เจ้าของควรแจ้งข้อมูลทางการเงินที่จำเป็นต่อการวางแผน
- จำนวนเงินที่ต้องการ
- จำนวนขั้นต่ำที่รับได้
- วัตถุประสงค์ในการใช้เงิน
- ระยะเวลาที่ต้องการใช้เงิน
- วันที่ต้องการดำเนินการ
- ภาระเดิมที่ต้องปิด
- รายรับที่จะใช้ชำระ
- แผนสำรอง
- ต้องการจำนองหรือขายฝาก
- ยังไม่แน่ใจและต้องการเปรียบเทียบทางเลือก
การแจ้งจำนวนเงินที่ชัดเจนช่วยลดการประเมินวงเงินเกินความจำเป็น
- เอกสารแสดงรายได้จำเป็นหรือไม่ การใช้ทรัพย์เป็นหลักประกันอาจให้ความสำคัญกับตัวทรัพย์ แต่ข้อมูลรายได้ยังมีประโยชน์ต่อการประเมินความสามารถในการชำระและความเหมาะสมของภาระ เอกสารที่อาจใช้ ได้แก่
- สลิปเงินเดือน
- หนังสือรับรองเงินเดือน
- รายการเดินบัญชี
- เอกสารรายได้ธุรกิจ
- ใบทะเบียนพาณิชย์
- งบการเงิน
- ใบสั่งซื้อ
- สัญญาว่าจ้าง
- สัญญาเช่า
- หลักฐานรายได้ค่าเช่า
- เอกสารภาษี
ไม่ควรสร้างเอกสารรายได้เท็จ เพราะอาจก่อให้เกิดปัญหาตามมาและทำให้ประเมินความสามารถผิดจากความจริง
กรณีเจ้าของทรัพย์เป็นนิติบุคคล
หากทรัพย์เป็นชื่อบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน เอกสารจะแตกต่างจากบุคคลธรรมดา อาจต้องเตรียม
- หนังสือรับรองนิติบุคคล
- หนังสือบริคณห์สนธิ
- วัตถุประสงค์ของบริษัท
- บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น
- ข้อบังคับบริษัท
- รายงานการประชุม
- มติอนุมัติการทำนิติกรรม
- บัตรประชาชนกรรมการ
- ทะเบียนบ้านกรรมการ
- ตราประทับบริษัท หากกำหนด
- หนังสือมอบอำนาจ
- เอกสารภาษี
- งบการเงิน
เอกสารบางรายการอาจต้องออกไม่เกินระยะเวลาที่กำหนด จึงควรตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่ก่อนขอเอกสารใหม่
กรณีทรัพย์มีผู้ถือกรรมสิทธิ์หลายคน
หากโฉนดหรือหนังสือกรรมสิทธิ์มีชื่อหลายคน ต้องแจ้งผู้ถือกรรมสิทธิ์ทุกคน
ควรเตรียม
- เอกสารประจำตัวของเจ้าของทุกคน
- ข้อมูลความสัมพันธ์
- ความยินยอมของทุกฝ่าย
- เอกสารมอบอำนาจ หากมี
- ข้อตกลงแบ่งเงิน
- เอกสารมรดก หากเกี่ยวข้อง
เจ้าของคนหนึ่งไม่ควรตกลงแทนคนอื่นโดยไม่มีอำนาจหรือความยินยอมที่ถูกต้อง
กรณีเจ้าของทรัพย์เสียชีวิต
หากชื่อในโฉนดเป็นบุคคลที่เสียชีวิตแล้ว ต้องดำเนินการเรื่องมรดกและตรวจสอบผู้มีสิทธิก่อน
เอกสารที่อาจเกี่ยวข้อง ได้แก่
- ใบมรณบัตร
- พินัยกรรม
- คำสั่งศาลตั้งผู้จัดการมรดก
- เอกสารทายาท
- ทะเบียนบ้าน
- เอกสารการโอนมรดก
ไม่ควรนำทรัพย์ของผู้เสียชีวิตไปตกลงทำธุรกรรมก่อนตรวจสอบอำนาจและสิทธิให้เรียบร้อย
วิธีส่งเอกสารอย่างปลอดภัย
เอกสารอสังหาริมทรัพย์และเอกสารประจำตัวเป็นข้อมูลสำคัญ เจ้าของควรใช้ความระมัดระวัง
ตรวจสอบผู้รับเอกสาร
ควรทราบชื่อบริษัท ช่องทางติดต่อ เว็บไซต์ สถานที่ตั้ง และผู้รับผิดชอบก่อนส่งเอกสารฉบับเต็ม
ใส่ลายน้ำ
เอกสารสำเนาสามารถใส่ข้อความระบุวัตถุประสงค์ เช่น
“ใช้สำหรับประเมินทรัพย์กับ HomeEasyCash วันที่ … เท่านั้น”
ไม่ส่งรหัสสำคัญ
ห้ามส่ง
- รหัสผ่าน
- รหัส OTP
- รหัสบัตร ATM
- PIN
- ข้อมูลเข้าแอปธนาคาร
- ภาพบัตรเครดิตทั้งหน้าและหลัง
แยกการส่งเป็นขั้นตอน
ช่วงประเมินเบื้องต้นอาจส่งเพียงภาพโฉนด พิกัด รูปทรัพย์ และข้อมูลภาระก่อน ส่วนเอกสารส่วนบุคคลฉบับเต็มส่งเมื่อเข้าสู่ขั้นตอนตรวจสอบจริง
เก็บหลักฐานการส่ง
เก็บประวัติการสนทนา อีเมล รายชื่อผู้รับ และวันที่ส่งไว้ เผื่อจำเป็นต้องตรวจสอบภายหลัง
เช็กลิสต์เอกสารก่อนส่งประเมินเบื้องต้น
เอกสารขั้นต่ำ
- ภาพโฉนดหรือหนังสือกรรมสิทธิ์
- รายการจดทะเบียนด้านหลัง
- พิกัดทรัพย์
- รูปทรัพย์
- จำนวนเงินที่ต้องการ
- ภาระเดิม
- เบอร์ติดต่อ
เอกสารเมื่อเข้าสู่ขั้นตอนตรวจสอบ
- บัตรประชาชน
- ทะเบียนบ้าน
- เอกสารเปลี่ยนชื่อ
- เอกสารคู่สมรส
- เอกสารภาระเดิม
- เอกสารรายได้
- เอกสารนิติบุคคล หากเกี่ยวข้อง
- เอกสารมอบอำนาจ หากมี
เอกสารวันทำนิติกรรม
ควรยืนยันรายการกับสำนักงานที่ดินและคู่สัญญาอีกครั้ง เพราะแต่ละกรณีอาจต้องใช้เอกสารเพิ่มเติม
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ส่งโฉนดเฉพาะด้านหน้า
- รูปเอกสารไม่ชัด
- ปกปิดภาระเดิม
- พิกัดไม่ตรงทรัพย์
- แจ้งราคาซื้อแทนมูลค่าปัจจุบัน
- ไม่แจ้งผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วม
- ชื่อในเอกสารไม่ตรงกัน
- ไม่เตรียมเอกสารคู่สมรส
- ส่งข้อมูลส่วนตัวให้บุคคลที่ไม่รู้จัก
- ส่งรหัส OTP
- ลงนามในเอกสารว่าง
- ไม่เก็บสำเนาเอกสาร
- ไม่ตรวจยอดปิดหนี้ล่าสุด
- คิดว่าเอกสารครบแล้วแปลว่าต้องได้รับวงเงินตามต้องการ
ขั้นตอนการเตรียมเอกสารแบบเป็นระบบ
ขั้นตอนที่ 1 ตรวจชื่อเจ้าของ ดูว่าโฉนดเป็นชื่อใคร มีผู้ถือกรรมสิทธิ์กี่คน และชื่อปัจจุบันตรงกับเอกสารหรือไม่
ขั้นตอนที่ 2 ตรวจภาระหลังโฉนด อ่านรายการจดทะเบียนทั้งหมด หากไม่เข้าใจให้สอบถาม ไม่ควรคาดเดาเอง
ขั้นตอนที่ 3 ขอข้อมูลภาระเดิม ติดต่อเจ้าหนี้เพื่อขอยอดคงเหลือและยอดปิดที่อัปเดต
ขั้นตอนที่ 4 ถ่ายรูปทรัพย์ ถ่ายทั้งจุดเด่นและจุดที่ต้องซ่อม เพื่อให้ประเมินจากข้อมูลจริง
ขั้นตอนที่ 5 ส่งพิกัด ตรวจลิงก์ด้วยตนเองก่อนว่ากดแล้วถึงทรัพย์ถูกแปลง
ขั้นตอนที่ 6 ระบุจำนวนเงิน คำนวณจำนวนที่จำเป็นและเงินสุทธิที่ต้องการหลังหักภาระเดิม
ขั้นตอนที่ 7 เตรียมเอกสารเพิ่มเติม เตรียมเอกสารคู่สมรส มรดก นิติบุคคล หรือผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมตามกรณี
สรุป
เอกสารที่ต้องเตรียมก่อนจำนองบ้านหรือขายฝากที่ดินไม่ได้มีเพียงบัตรประชาชนและโฉนด แต่ยังรวมถึงเอกสารสถานะบุคคล ข้อมูลคู่สมรส ภาระเดิม รูปถ่าย พิกัด ข้อมูลรายได้ และแผนการใช้เงิน
เจ้าของทรัพย์ควรเริ่มจากส่งข้อมูลขั้นต่ำสำหรับประเมินเบื้องต้นก่อน และส่งเอกสารส่วนบุคคลเพิ่มเติมเมื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบกับผู้ให้บริการที่ตรวจสอบตัวตนได้แล้ว
การเตรียมข้อมูลครบ ชัดเจน และตรงกับความจริง ช่วยให้ประเมินได้รวดเร็ว ลดความคลาดเคลื่อน และทำให้เจ้าของเห็นเงินสุทธิ ต้นทุน และขั้นตอนก่อนตัดสินใจได้ชัดเจนขึ้น
มีบ้าน ที่ดิน คอนโด หรืออาคารพาณิชย์ แต่ไม่แน่ใจว่าต้องเตรียมเอกสารอะไร?
ส่งภาพโฉนด พิกัด รูปทรัพย์ และข้อมูลภาระเดิมให้ทีมงาน HomeEasyCash ช่วยตรวจสอบรายการเอกสารเบื้องต้นก่อนดำเนินการ